Thaipeoplevoice

ธ สถิตกึ่งกลางหัวใจราษฎร์ กษัตริย์ผู้ครอบครองใจประชากร หลากเหตุผลชาวไทยรักพระเจ้าแผ่นดิน รัชกาลที่ 9

การที่จะชี้แจงว่า “พระเจ้าอยู่หัว” เป็นอย่างไรนั้น มองเป็น ปัญหาที่ยากพอควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของผม ซึ่งถูกเรียกโดยคนธรรมดาทั่วไปว่ากษัตริย์ แต่ว่าโดยหน้าที่ที่จริงจริงแล้ว ดูเหมือนจะไกลห่างจากหน้าที่ที่พระเจ้าอยู่หัวที่เคยรู้จัก หรือรู้เรื่องกันมาเมื่อก่อน หน้าที่ของกระผมในตอนนี้นั้น ก็คือทำใดๆที่มีคุณประโยชน์ ถ้าเกิดจะถามคำถามว่าข้าพระพุทธเจ้ามีแผนในการอะไรในอนาคต คำตอบก็คือไม่มี พวกเราไม่รู้จักว่าอะไรจะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า แม้กระนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม พวกเราก็จะเลือกทำแม้กระนั้นสิ่งที่ มีคุณประโยชน์ ซึ่งโน่นเป็นสิ่งที่พอเพียงแล้วส่วนตัวสำหรับเรา”… พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูเขาไม่พลอดุลยอำนาจมหาราช บรมท้องนาถบพิตร ได้พระราชทานคำตอบแก่ผู้รายงานข่าวสถานีส่งสัญญาณโทรทัศน์สถานีวิทยุกระจายเสียงบีบีซี เมื่อกราบบังคมทูลถามหาพระราชทรรศนะเกี่ยวกับหน้าที่หน้าที่ของพระเจ้าแผ่นดินไทย เพื่อทำภาพยนตร์เรื่อง “Soul of The Nation” ในปี 2522 ภาพของกษัตริย์ผู้ทรงงานหนัก ดำรงชีวิตสมถะ แล้วก็สนิทสนมประชาชน ยังคงตรึงตราอยู่ในหัวใจชาวไทยทั่วประเทศ “พระบาทสมเด็จพระมหาภูเขาไม่พลอดุลยอำนาจวาสนามหาราช บรมทุ่งนาถบพิตร” ทรงเป็น “ในหลวงผู้เสียสละ” อย่างแท้จริง นับจากมีพระบรมราชโองการแก่ประชากรคนประเทศไทยว่า “พวกเราจะเสวยราชสมบัติโดยธรรม เพื่อผลดีสุขที่มหาชนชาวไทย” ก็ทรงอุทิศกำลังพระวรกายรวมทั้งกำลังพระเชาวน์เพื่อผลดีสุขของราษฎรตลอดมา ทรงตั้งพระราชปณิธานว่าจะเดินทางไปทรงยอดเยี่ยมพลเมืองในชนบทให้ทั้งประเทศ เพื่อทรงรู้ถึงสุขทุกข์แล้วก็การดำรงชีวิตของพลเมือง อันก่อให้เกิดแผนการสาเหตุจากความคิดต่างๆที่ครอบคลุมปัญหาทุกด้านของประชากร อย่างไรก็ตาม ถ้าก็แค่เสด็จเลิศประชาชน เพราะเหตุว่านับว่าเป็นหน้าที่ของประธานตามจารีต โดยไม่สามารถที่จะมีส่วนร่วมสำหรับในการบำบัดความทุกข์ยากของประชากรแล้วไสร้ ก็จะต้องนับว่าการเป็นประธานของประเทศไม่ประสบผลสำเร็จ รวมทั้งคงจะไม่สามารถที่จะผูกใจสร้างความภักดีให้เกิดขึ้นแก่ประชากร กระแสรับสั่งตอนหนึ่งของ “สมเด็จพระบรม ราชแม่พันปีหลวง” เนื่องในช่องทางวันฉลองครบรอบวันพระราชสมภพ พุทธศักราช2526 สะท้อนได้อย่างดีเยี่ยมถึงเหตุผลที่ทำให้ “พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9” จำเป็นต้องทรงงานบากบั่นอย่างมาก เพื่อช่วยประชากรให้พ้นจากความทุกข์ร้อน “…พูดว่าพวกเราจะต้องทดแทนความรักของพสกนิกรด้วยพฤติกรรมมากยิ่งกว่าคำบอกเล่า ทำทุกๆสิ่งทุกๆอย่างที่จะบำบัดทุกข์ของเขา เนื่องจากว่าเขาเป็นหลักพึ่ง ของพระราชาตลอดระยะเวลา…ก็เลยวินิจฉัยใจว่าการที่จะเสด็จฯไปไหนๆแล้วแจกผ้าที่มีไว้เพื่อห่มแจกเสื้อผ้าเป็นการกลบห้วงสมุทร ยังไงก็ช่วยไม่ได้หมด ทางที่ดีบอกว่าจำต้องลงไปเสวนากับเขา เรียกว่าถามไถ่ถึงความทุกข์ใจของเขาว่าอยู่ไหน…เมื่อเริ่มตั้งใจแบบนั้น ก็เริ่มทรง ศึกษาเล่าเรียนแผนที่ ซึ่งกรมแผนที่รวมทั้งกรมชลประทานช่วยเหลืออยู่เสมอเวลา ได้รัฐบาลที่รอช่วยเหลือ ช่วยเหลือเกื้อกูลท่านตลอดระยะเวลา เพื่อจะได้ทรงทดแทนบุญคุณณสามัญชนได้อย่างเต็มเปี่ยม…” แล้วก็นี่เองก็เลยเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการเสด็จฯย่ำพระบาทไปทั่วอีกทั้งแผ่นดิน เพื่อทรงยอมรับฟังทุกข์ของสามัญชน จากคำให้การของพสกนิกรถึงหน้าบ้านของราษฎร เคยมีการบันทึกไว้ว่า ในแต่ละปีเสด็จออกปฏิบัติพระราชกรณียกิจราว 500-600 ครั้ง รวมเป็นระยะทางโดยประมาณ 25,000-30,000 กิโล ไม่มีที่แห่งไหนในโลกที่กษัตริย์จะออกไปแล้วพสกนิกรมานั่งเล่าถึงความทุกข์ทรมาน แล้วพากันไปดูจนกระทั่งข้างหลังบ้าน สำหรับการเสด็จยอดเยี่ยมประชาชนนั้น “พระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 9” จะทรงกันเองเป็นอย่างมากกับคนภายในพื้นที่ ทรงแทนท่านเองว่า “ฉัน” จะทรงพอเพียงใจมากมายแม้ได้ทรงฟังข้อมูลที่ได้รับมาจากปากของพลเมืองเอง บรรดาผู้ปฏิบัติตามเสด็จต่างรู้ว่าจะโปรดมากมายถ้าหากทรงเจอประชาชนที่ทราบข้อมูลในหมู่บ้านดี บางเวลาประทับกับพื้น ทรงไถ่ถามเสวนากับเขาได้เป็นระยะเวลานานๆทรงมีแนวทางกำจัดความขี้อายของพลเมืองด้วยการทรงเชิญคุยเรื่องปกติก่อน จนกระทั่งเมื่อกำเนิดความไม่กังวลใจแล้ว แล้วก็ค่อยๆขยับไปถามหาวิธีการทำมาหารับประทาน การดำรงชีวิต จนกระทั่งปัญหาทุกข์เข็ญของเขา ถึงแม้เขาจะตอบถูกบ้างไม่ถูกบ้างก็ไม่โปรดให้เจ้าหน้าที่รัฐสอดแทรก หรือทดแทนพลเมือง อีกหนึ่งภาพคุ้นหน้าเป็น ภาพของพระราชาที่ทรงพกแผนที่ไปด้วยทุกแห่งหน “พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9” ทรงต่อแผนที่ด้วยท่านเองในที่ทำการส่วนพระองค์ แผนที่ที่ทรงใช้มีขนาดใหญ่กว่า 53 เซนติเมตร×55 เซนติเมตร ซึ่งเป็นขนาดคร่าวๆของแผนที่ 1 ต่อ 50,000 ที่ทำโดยกรมแผนที่ทหาร ธรรมดาแผ่นหนึ่งจะครอบคลุมพื้นที่ 700 ตารางกิโลเมตร แม้กระนั้นพื้นที่เสด็จฯมักกว้างกว่านั้นมาก พระความสามารถสามารถในด้านแผนที่มาจากประสบการณ์การใช้แผนที่มายาวนาน ทรงเริ่มใช้ตั้งแต่เสด็จเลิศพลเมืองทางภาคอีสาน ในปี 2498 มาจนถึงตลอดรัชกาล “สมเด็จพระน้องธิราชเจ้า กรมพระยาพระเทวดารัตนราชบุตรสาวฯ ประเทศไทยบรมราชธิดา” ทรงเล่าในรายการวิทยุ “พูดจาประสาช่าง” ทางสถานีวิทยุจุฬาฯว่า “ที่ทำการของท่านเป็น ห้องกว้างๆไม่มีเก้าอี้ มีแต่ว่าพื้น แล้วท่านก้มอยู่กับพื้นเอากาวติดแผนที่เข้าด้วยกัน แล้วหัวกระดาษต่างๆท่านก็เบาๆตัดแล้วเรียงติดเป็นหัวแผนที่ใหม่ เพื่อได้รับรู้ว่าแผนที่นั้นเป็นแผนที่ใหม่อันใหญ่ของท่าน ท่านทำมาจากแผนที่ระวางไหนบ้าง การปะแผนที่เข้าด้วยกัน ท่านทำอย่างละเอียดลออ แล้วนับว่าเป็นงานที่คนไหนกันแน่จะมาแตะช่วยเหลือมิได้อย่างยิ่งจริงๆ พระราชทานเหตุผลว่า งานช่างเป็นงานที่เพิ่มเติมกันระหว่างสมองกับมือ ด้วยเหตุผลดังกล่าวจำเป็นต้องทำเองขีดเอง ลูบมันไปแล้ว มันจะได้จากมือที่ลูบ จากตาที่มอง ย้อนกลับมาที่สมอง ทำให้คิดอะไรขึ้นมาได้” ในขณะที่ชาวเมืองเทวดาฯกำลังทนทุกข์ทรมานหนักกับภาวะน้ำหลาก น้อยคนนักจะทราบดีว่า “พระเจ้าแผ่นดิน รัชกาลที่ 9” ทรงอุตสาหะหาวิถีทางบรรเทาความทุกข์ให้พวกเขาอยู่อย่างเงียบๆในหนังสือ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับการพัฒนาจ.กรุงเทพฯ ตามแผนการสาเหตุจากความคิด” พิมพ์โดยจ.กรุงเทพฯ นำเสนอเรื่องราวหนึ่งในความจำว่า ขณะรถยนต์พระที่นั่งแล่นออกมาจากพระตำหนักจิตรลดาฯราวบ่ายสองนาฬิกา สู่ถนนหนทางศรีอยุธยา เลี้ยวขวาเข้าถนนหนทางเพชรบุรี มุ่งสู่ถนนหนทางบางนา-จังหวัดตราด ไม่มีกำหนดการ ไม่มีการปิดถนนหนทาง แม้กระทั้งตำรวจท้องที่ก็ไม่รู้จักล่วงหน้า รถยนต์พระที่นั่งชะลอเป็นช่วงๆเพื่อทรงตรวจทานระดับน้ำ จนถึงเมื่อถึงคอสะพานสร้างใหม่ที่ลำคลองลาดกระบัง ก็เลยเสด็จลงจากรถยนต์เพื่อทรงปรึกษาหารือกับข้าราชการ ทรงฉายภาพด้วยท่านเอง ทรงกางแผนที่ชมจุดต่างๆจนกระทั่งเวลาเกินกว่าบ่ายสี่นาฬิกา รถยนต์พระที่นั่งแล่นกลับ เมื่อถึงสะพานลำคลองหนองบอน รถยนต์พระที่นั่งหยุดเพื่อทรงฉายภาพ แล้วก็ทรงเล่าเรียนแผนที่ร่องน้ำต่างๆอีกรอบ ปรากฏว่าราษฎรรู้ข่าวสาร “พระเจ้าอยู่หัวมาดูอุทกภัย” ก็เลยพากันมาดูพระบารมีนับร้อยๆคน จนถึงทำให้การจราจรบนสะพานมีการขัดข้อง ท่านจำต้องทรงช่วยโบกพระมือให้รถยนต์ขบวนเสด็จผ่านไปจนถึงเป็นที่เป็นระเบียบด้วยท่านเอง ในปีมหามงคลทรงครองบัลลังก์ครบ 25 ปี เมื่อปี 2514 รัฐบาลเวลานี้ได้เข้าเฝ้าฯกราบบังคมทูลถึงพิธีรัชดาภิเษก และก็การจัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์มอบ กระนั้น ทรงขอให้รัฐบาลเปลี่ยนแปลงจากการผลิตอนุสาวรีย์เป็นถนนหนทางวงแหวน เพื่อทุเลาปัญหาเกี่ยวกับการจราจร อันเป็นสาเหตุของการผลิต “ถนนหนทางรัชดาภิเษก” มีพระราชกระแสรับสั่งเล่าถึงหัวข้อนี้ในวันฉลองครบรอบวันพระราชสมภพในศาลาดุสิดาลัย พระ ราชวังดุสิต ตอนวันที่ 4 เดือนธันวาคม2536 ว่า “…ทางรัฐบาลขอให้มีการสังสรรค์หน่อย ถามคำถามว่าสังสรรค์อะไร ท่านจอมพลประภาสก็พูดว่าจะสร้างอนุสาวรีย์ ตรงไหนไม่เคยรู้จำไม่ได้ เลยกล่าวว่าขอเถอะอนุสาวรีย์อย่าพึ่งจะสร้าง สร้างถนนดีมากยิ่งกว่า สร้างถนนเรียกว่าวงแหวน เพราะเหตุว่ามันเป็นความฝันมาตั้งนานแล้ว แทบ 40 ปี ต้องการสร้างถนนวงแหวน” ตลอดระยะเวลา 7 ทศวรรษที่การครองราชย์ ทรงวางท่านเป็นกลางทางด้านการเมือง กระทั่งเป็นที่ยกย่องสูงสุดของพสกนิกรคนประเทศไทย เทียบไปและก็ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนอย่างแท้จริง หนึ่งในหน้าที่สำคัญเป็น การผลิตความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของคนภายในชาติ ทุกคราวยามที่บ้านเรือนกำเนิดวิกฤติการณ์ และไม่มีใครสามารถแก้ไขได้แล้ว พลเมืองทุกคนมุ่งหวังว่า “พระเจ้าอยู่หัวของพวกเรา” จะทรงใช้พระบารมีทำให้บ้านเรือนคืนสู่ความสงบได้ ซึ่งไม่มีในหลวงของเมืองใดจะเปี่ยมล้นด้วยพระบารมีเท่าท่าน การผลิตความเป็นอันหนึ่งอันเดียวให้เกิดขึ้นในสังคมนั้น ส่วนสำคัญยิ่งเป็น ความชอบธรรมที่ประชาชนควรได้รับอย่างทัดเทียมกัน ซึ่ง “พระเจ้าแผ่นดินของพวกเรา” ทรงมีหน้าที่สำหรับเพื่อการพระราชทานความชอบธรรมแก่พลเมืองตลอดมา ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษของการครองราชย์ ทรงครอบครองใจคนประเทศไทยทั้งประเทศ เพราะเหตุว่าไม่เคยอยู่ห่างจากราษฎรของท่าน ทรงร่วมทุกข์ร่วมสุขกับพลเมืองคนไทยตลอดมา ทั้งยังทรงใช้ความอาจหาญสำหรับในการนำพาประเทศให้ปลอดภัย สมตามที่ทรงเป็นกษัตริย์ผู้มีอิทธิพลของสามัญชน ธ สถิตกึ่งกลางจิตใจราษฎร์ชั่วฟ้าดินสลาย. กลุ่มข่าวสารหนังสือพิมพ์ไทยเมือง