Categories
พระราชสำนัก

“ราชการ10-ราชินี” เสด็จฯทำบุญวันแม่ พลเมืองทั่วทิศ ร่วมใจแต่งฟ้า

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมทั้งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงบำเพ็ญพระราชบุญกุศล เนื่องในวันฉลองครบรอบวันพระราชสมภพ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชแม่พันปีหลวง” รายปี 2563ในโบสถ์ วัดพระศรีรัตนศาสดารามรวมทั้งพระที่นั่งอมรินทรำไพนิจฉัย ในพระราชวัง นายกฯนำเจ้าหน้าที่รัฐร่วมทำบุญสุนทานใส่บาตรมอบให้เป็นพระราชบุญกุศล เนื่องในจังหวะวันฉลองครบรอบวันพระราชสมภพ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชแม่พันปีหลวง”ในสนามหลวงแล้วก็ร่วมเซ็นชื่ออวยพร พลเมืองทุกกลุ่มเหล่าทั่วทั้งประเทศ ทำบุญทำทาน “วันแม่แห่งชาติ” แสดงความซื่อสัตย์เมื่อเวลา 18.01 น. วันที่ 12 สิงหาคม พระบาทสมเด็จ กษัตริย์ และก็สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี เดินทางไปพร้อมกับ สมเด็จพระเจ้าลูกคุณ เจ้าฟ้ากรมหลวงราชสาริณีสิริเพชร มหาวัชรราชธิดา สมเด็จพระเจ้าลูกคุณ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี สตรีรัตนราช– สาวน้อย สมเด็จพระเจ้าลูกยาคุณ เจ้าฟ้าครั้งปังแขนรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร โดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระที่นั่งอัมพรสถานที่ ราชสำนักดุสิต ไปยังอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และก็พระที่นั่ง อมรินทรำไพนิจฉัย ในพระราชวัง ทรงบำเพ็ญ พระราชบุญกุศล เนื่องในวันฉลองครบรอบวันพระราชสมภพสมเด็จ พระมเหสีสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชแม่ พันปีหลวง ในการนี้ สมเด็จพระน้องธิราชเจ้า กรมพระยาพระเทวดารัตนราชลูกผู้หญิงฯ ไทยบรมราชเด็กหญิง เฝ้าฯรับเสด็จในพระที่นั่งอมรินทพระอาทิตย์นิจฉัยเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ไปยังเฉลียงหน้าอุโบสถ บรรพชิตจีนแล้วก็ญวน อวยพรสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชแม่พันปีหลวง แล้วเสด็จฯเข้าอุโบสถ ทรงจุดเทียนพระมหามงคล เทียนเท่าท่านของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชแม่พันปีหลวง ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการด้านหลังที่นั่งบูชาพระพุทธมหามณีรัตนพุทธปฏิมากร พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก แล้วก็พระพุทธยอดเยี่ยมหล้านภาไลย และก็ทรงจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ทรงจุดเทียนสำหรับสงฆ์สวดมนตร์นวัคคหายุสมธัมม์ รวมทั้งทรงจุดเทียนที่แท่นมณฑลบูชาเทพยดานพเคราะห์ โหราจารย์หลวงบูชาเทพเทวดานพเคราะห์แล้วเสด็จออกมาจากอุโบสถ ไปประทับรถยนต์พระที่นั่งประตูเกยข้างหลังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ไปเทียบเคียงที่หน้าพระทวารเทเวศรรักษา เสด็จเข้าพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ทรงจุดเทียนพระมหามงคล เทียนเท่าท่านของสมเด็จพระนางเจ้า สิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชแม่พันปีหลวง รวมทั้งธูปเทียนบูชาพุทธรูป เทวรูปองค์ปกครอง องค์แทรกชันษา แล้วทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธปฏิมากรชัยวัฒน์ รัชกาลที่ 9 และก็พุทธรูปประจำพระชนมวารของสมเด็จพระนาง เจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชแม่พันปีหลวง ที่ตั้งบนพระราชบัลลังก์ภายใต้พระเศวตฉัตร มหาฉัตรขาว ข้าราชการกรมการศาสนาขอศีล สมเด็จพระราชาคณะมอบให้ศีล สงฆ์ 89 รูป เจริญพระพุทธมนต์จบ ทรงประเคนไตรจีวรแก่สมเด็จพระราชาคณะรวมทั้งพระราชาคณะ ทรงหลั่งทักขิโณทก พระภิกษุมอบอนุโมทนา มอบอดิเรก ให้พรลา แล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วก็สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระดำเนินพร้อมทั้งสมเด็จพระเจ้าลูกคุณ เจ้าฟ้าเพชรกิตำหนิยาภา นเรนทิราเทวดายวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริเพชร มหา วัชรราชธิดา สมเด็จพระเจ้าลูกคุณ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี สตรีรัตนราชกัญญา สมเด็จพระเจ้าลูกยาคุณ เจ้าฟ้า คราวปังแขนรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร จากศาลาสหฤทัยชมรม ในพระราชวัง ไปตาม ถนนหนทางจักรีจรัณย์ เลี้ยวขวาประตูดีเลิศไชยศรี เข้าถนนหนทางหน้าพระลาน ไปยังถนนหนทางราชดำเนินใน รอบๆหน้าศาลฎีกา ยอดเยี่ยมประชาชนที่มาเฝ้ารับเสด็จรอบๆสองฝั่ง ถนนหนทางสายดังที่ได้กล่าวมาแล้ว แล้วประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จฯ กลับพระที่นั่งอัมพรสถานที่ วังดุสิตที่ผ่านมาเมื่อเวลา 15.00 น. สมเด็จพระนางเจ้า สิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชแม่พันปีหลวง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมทั้งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จออกในช่องทางที่สมเด็จพระบรม ราชแม่พันปีหลวง ทรงบำเพ็ญพระราชบุญกุศลเป็นการ ส่วนพระองค์ เนื่องในจังหวะวันฉลองครบรอบวันพระราชสมภพ วันที่ 12 ส.ค. 2563ในห้องโถงใหญ่ ชั้น 29 ตึกภูเขามิสิริมังคลานุสรณ์ โรงหมอจุฬาลงมือณ์ในโอกาสนี้ สมเด็จพระน้องธิราชเจ้า กรม สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าลูกคุณ เจ้าฟ้าเพชรกิติเตียนยาภา นเรนทิรา เทวดายวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริเพชร มหาวัชรราชธิดา สมเด็จพระเจ้าลูกคุณ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี ผู้หญิงรัตนราช สาวรุ่น รวมทั้งสมเด็จพระเจ้าลูกยาคุณ เจ้าฟ้าคราวปังมือ รัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร เสด็จ ออกด้วย ในการนี้ ท่านผู้หญิงพลอยไพลิน เจนบวงสรวง รวมทั้งท่านผู้หญิงสิริกิว่ากล่าวยา เจนบวงสรวง ร่วมเข้าเฝ้าทูลละอองผงพระบาทด้วย ช่วงเวลาที่เวลาเช้าวันเดียวกัน พล.อำเภอประยุทธ์ จันทร์อร่อย นายกฯแล้วก็ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมนางนราพร จันทร์อร่อย ภริยา เป็นประธานในพิธีการทำบุญสุนทานใส่บาตรมอบพระราชบุญกุศล เนื่องในช่องทางวันฉลองครบรอบวันพระราชสมภพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชแม่พันปีหลวง 12 เดือนสิงหาคม2563 โดยมีคณะองคมนตรีรวมทั้งภริยา ประธานรัฐสภา ประธานศาลฎีกาแล้วก็ภริยา ประธานหน่วยงานตามรัฐธรรมนูญแล้วก็ภริยา หน่วยงานราชการในท่าน คณะรัฐมนตรีและก็คู่รัก เลขาธิการนายกฯ ข้าหลวงประจำจังหวัดจังหวัดกรุงเทพมหานครแล้วก็ภริยา ผู้บังคับบัญชาเหล่าทัพและก็ภริยา ผู้บังคับบัญชาตำรวจรวมทั้งภริยา ปลัดกระทรวงทุกกระทรวง ผู้แทนภาคเอกชนร่วมในพิธีการ แล้วต่อจากนั้นนายกฯแล้วก็ภริยาเดินทางไปลงชื่ออวยพรในห้องแดง ตึกหน่วยงานของรัฐในท่าน 904 ในพระราชวังวันเดียวกันประชากรทั่วทั้งประเทศร่วมทำบุญทำกุศลใส่บาตรเนื่องในวันฉลองครบรอบวันพระราชสมภพ “สมเด็จพระบรม ราชแม่พันปีหลวง” ตัวอย่างเช่นที่มหาวิทยาลัยราชภัฏจังหวัดยะลา อำเภอเมืองจังหวัดยะลา นายชัยสิทธิ์ พานิชวงศ์วาน ผู้ว่าราชการจังหวัดจังหวัดยะลา พล.ท.พรอำนาจ พูลความเจริญรุ่งเรือง แม่ทัพภาคที่ 4 ส่วนราชการนำชาวจังหวัดยะลาร่วมพิธีการทำบุญทำกุศลใส่บาตรและก็ยังมีกิจกรรมอื่นๆนอกเหนือจากนี้ ที่ จังหวัดจังหวัดสงขลา และก็ จังหวัดนครศรีธรรมราช ก็มีสามัญชนร่วมทำบุญทำทานใส่บาตรมอบให้เป็นพระราชบุญกุศลด้วยเหมือนกัน ส่วนที่อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี อำเภอเมืองจังหวัดนครราชสีมา นายสายฟ้า จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดจังหวัดนครราชสีมา แล้วก็หน่วยราชการ พสกนิกรร่วมใส่บาตรพระ 89 รูป ที่ จังหวัดบ่อน้ำรอยแดง นายนฤชา โฆษาเจริญ รอง ผู้ว่าราชการจังหวัดสระรอยดำ เป็นประธานปลดปล่อยประเภทสัตว์น้ำ ที่ฟาร์มแบบอย่างตามแนวความคิด บ้านห้วยหินลาด อำเภอสระโขงหลง จังหวัดบ่อน้ำรอยแดง ส่วนที่หน้าตลาดเทศบาลเมืองสระรอยดำ มีการเปิดโรงทานเลี้ยงอาหารเที่ยงฟรีแก่ประชากรทั่วๆไป ที่ จังหวัดจังหวัดปทุมธานี มีดำเนินกิจกรรมขี่จักรยานเทิดทูนพระเกียรติ ระยะทาง 29 กิโลเมตรมีนักปั่นร่วม 299 คน ด้านนายรณโลก เหลืองสุกใส ผู้ว่าราชการจังหวัดจังหวัดชัยนาท ปลดปล่อยชนิดปลา 5 แสนตัว ลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยามอบเป็นพระราชบุญกุศล ที่ จังหวัดจังหวัดลพบุรี พล.ท.ภูเขาไม่พัฒน์ จันทร์สว่าง ผู้บังคับบัญชาหน่วยสั่งการการทำศึกพิเศษ จัดกำลังพลและก็สามัญชน ไปบริจาคเลือด มอบเป็นพระราชบุญกุศลเหมือนกับอีกหลายจังหวัดทำบุญทำกุศลใส่บาตร มี จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี และชาวตลาดหลักห้า ที่เป็นตลาดโบราณอยู่ตรงรอยต่อเชื่อม 2 จังหวัดหมายถึงอำเภอดำเนินสบาย จังหวัดจังหวัดราชบุรี กับ อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดจังหวัดสมุทรสาคร ได้ดำเนินกิจกรรมตักบาตรพระทางทะเลในลำคลองดำเนินสบาย หน้าวัดพระราชวังสิทธิ์ เนื่องในวันฉลองครบรอบวันพระราชสมภพ “สมเด็จพระบรมราชแม่พันปีหลวง” ที่สนามหลวง ตั้งแต่ตอนเวลาเย็นมีประชากรจากทั่วทุกหนทุกแห่งแล้วก็หน่วยงานต่างๆร่วมแต่งตัวด้วยเสื้อที่มีสีฟ้า เดินทางร่วมพิธีการจุดเทียนชัยอวยพร เนื่องในช่องทางวันฉลองครบรอบวันพระราชสมภพ สมเด็จพระ นางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชแม่ พันปีหลวง รายปี 2563 ท่ามกลางฝนที่ตกลงมารวมทั้งได้หยุดตกก่อนที่จะถึงพิธีการมอบให้เครื่องราชสักการ จุดเทียนชัยให้พรชัยมงคล ที่ พล.อำเภอประยุทธ์ จันทร์อร่อย นายกฯ แล้วก็ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธีการนางสาววันพระจันทร์เต็มดวง บุญยก อายุ 66 ปี จาก จังหวัดจังหวัดปทุมธานี ที่เดินทางมาร่วมพิธีการจุดเทียนชัยที่สนามหลวง บอกว่า ครอบครัวเชิดชูสมเด็จพระบรมราชแม่พันปีหลวงมากมาย ทรงมีพระเมตตาช่วยประชาราษฎร์ที่ประสบทุกข์มาตลอดก็เลยมาร่วมอวยพร ขอพระองค์ทรงมีพระพลานามัยบริบูรณ์และก็ทรงพระรุ่งโรจน์ยิ่งยืนนาน ถัดมาเวลา 19.19 น. พล.อำเภอประยุทธ์ จันทร์อร่อย นายกฯ เดินทางมาเป็นประธานในพิธีการมอบเครื่องราชสักการะบูชา จุดเทียนชัยอวยพรชัยมงคล เนื่องในวันฉลองครบรอบวันพระราชสมภพสมเด็จพระนางเจ้า สิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชแม่พันปีหลวง โดยมีนางนราพร จันทร์อร่อย ภริยา พร้อมกับประธานหน่วยงานตามรัฐธรรมนูญและก็คู่ชีวิต คณะรัฐมนตรีแล้วก็คู่บ่าวสาว ข้าราชการชั้นสูง ทหาร ตำรวจ ข้าราชการรวมทั้งภาคพสกนิกร ร่วมในพิธีการอย่างครบถ้วน

Categories
พระราชสำนัก

โปรดเกล้าฯ พล.อำเภออภิรัชต์-พันตำรวจเอกที่รัชต์ ด้อยกว่าเลขาธิการพระราชสำนัก

โปรดเกล้าฯ ประกาศการเลื่อนระดับเจ้าหน้าที่รัฐในท่านให้สูงมากขึ้น และก็ปรับโอนเจ้าหน้าที่รัฐทหารและก็ข้าราชการ เป็นเจ้าหน้าที่รัฐในท่านเว็บ ราชกิจจานุเบกษา ประกาศการเลื่อนระดับเจ้าหน้าที่รัฐในท่านให้สูงมากขึ้น และก็ปรับโอนเจ้าหน้าที่รัฐทหารรวมทั้งข้าราชการ เป็นเจ้าหน้าที่รัฐในท่านพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาหัวหน้าศรีสินทรมหาวชิราลงมือณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการกรุณาให้เลื่อนระดับเจ้าหน้าที่รัฐในท่านให้สูงมากขึ้น แล้วก็ปรับโอนเจ้าหน้าที่รัฐทหารแล้วก็ข้าราชการ เป็นเจ้าหน้าที่รัฐในท่าน อาศัยอำนาจตามความลับมาตรา 15 ของรัฐธรรมนูญที่แว่นแคว้นไทย พ.ศ. 2560 ประกอบมาตรา 9 ที่พ.ร.บ.กฎระเบียบบริหารราชการในท่าน พุทธศักราช 2560 มาตรา 13 มาตรา 14 มาตรา 15 แล้วก็มาตรา 18 ที่พระราชกฤษฎีกาจัดระบบราชการรวมทั้งการจัดการงานบุคคลของราชการในท่าน พุทธศักราช 2560 ก็เลยทรงพระขอความกรุณาปรานีกรุณาให้เลื่อนระดับเจ้าหน้าที่รัฐในท่านให้สูงมากขึ้น และก็ปรับโอนเจ้าหน้าที่รัฐทหารและก็ข้าราชการเป็นเจ้าหน้าที่รัฐในท่าน ดังนี้1. พลอากาศตรี ธีระ เชียงทองคำ รองเลขาธิการพระราชสำนัก ระดับ 10 ให้ครอบครองตำแหน่ง รองเลขาธิการราชสำนัก ระดับ 11 เลข 42. พลอากาศตรี สุพิชัย เสนาะบุระ รองเลขาธิการราชสำนัก ระดับ 10 ให้ครองตำแหน่ง รองเลขาธิการพระราชสำนัก ระดับ 11 เลขลำดับ 53. พล.อ. อภิรัชต์ คงจะสมดงษ์ ผบ.ทบ. ให้ครอบครองตำแหน่ง รองเลขาธิการพระราชสำนัก ระดับ 11 ลำดับที่ 64. พันตำรวจเอก ที่รัชต์ สีขาวนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ให้ครอบครองตำแหน่ง รองเลขาธิการราชสำนัก ระดับ 11 ลำดับที่ 7ประกาศในวันที่ 30 ก.ย. พ.ศ. 2563 เป็นปีที่ 5 ในรัชกาลปัจจุบันนี้.

Categories
พระราชสำนัก

ธ สถิตกึ่งกลางหัวใจราษฎร์ กษัตริย์ผู้ครอบครองใจประชากร หลากเหตุผลชาวไทยรักพระเจ้าแผ่นดิน รัชกาลที่ 9

การที่จะชี้แจงว่า “พระเจ้าอยู่หัว” เป็นอย่างไรนั้น มองเป็น ปัญหาที่ยากพอควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของผม ซึ่งถูกเรียกโดยคนธรรมดาทั่วไปว่ากษัตริย์ แต่ว่าโดยหน้าที่ที่จริงจริงแล้ว ดูเหมือนจะไกลห่างจากหน้าที่ที่พระเจ้าอยู่หัวที่เคยรู้จัก หรือรู้เรื่องกันมาเมื่อก่อน หน้าที่ของกระผมในตอนนี้นั้น ก็คือทำใดๆที่มีคุณประโยชน์ ถ้าเกิดจะถามคำถามว่าข้าพระพุทธเจ้ามีแผนในการอะไรในอนาคต คำตอบก็คือไม่มี พวกเราไม่รู้จักว่าอะไรจะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า แม้กระนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม พวกเราก็จะเลือกทำแม้กระนั้นสิ่งที่ มีคุณประโยชน์ ซึ่งโน่นเป็นสิ่งที่พอเพียงแล้วส่วนตัวสำหรับเรา”… พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูเขาไม่พลอดุลยอำนาจมหาราช บรมท้องนาถบพิตร ได้พระราชทานคำตอบแก่ผู้รายงานข่าวสถานีส่งสัญญาณโทรทัศน์สถานีวิทยุกระจายเสียงบีบีซี เมื่อกราบบังคมทูลถามหาพระราชทรรศนะเกี่ยวกับหน้าที่หน้าที่ของพระเจ้าแผ่นดินไทย เพื่อทำภาพยนตร์เรื่อง “Soul of The Nation” ในปี 2522 ภาพของกษัตริย์ผู้ทรงงานหนัก ดำรงชีวิตสมถะ แล้วก็สนิทสนมประชาชน ยังคงตรึงตราอยู่ในหัวใจชาวไทยทั่วประเทศ “พระบาทสมเด็จพระมหาภูเขาไม่พลอดุลยอำนาจวาสนามหาราช บรมทุ่งนาถบพิตร” ทรงเป็น “ในหลวงผู้เสียสละ” อย่างแท้จริง นับจากมีพระบรมราชโองการแก่ประชากรคนประเทศไทยว่า “พวกเราจะเสวยราชสมบัติโดยธรรม เพื่อผลดีสุขที่มหาชนชาวไทย” ก็ทรงอุทิศกำลังพระวรกายรวมทั้งกำลังพระเชาวน์เพื่อผลดีสุขของราษฎรตลอดมา ทรงตั้งพระราชปณิธานว่าจะเดินทางไปทรงยอดเยี่ยมพลเมืองในชนบทให้ทั้งประเทศ เพื่อทรงรู้ถึงสุขทุกข์แล้วก็การดำรงชีวิตของพลเมือง อันก่อให้เกิดแผนการสาเหตุจากความคิดต่างๆที่ครอบคลุมปัญหาทุกด้านของประชากร อย่างไรก็ตาม ถ้าก็แค่เสด็จเลิศประชาชน เพราะเหตุว่านับว่าเป็นหน้าที่ของประธานตามจารีต โดยไม่สามารถที่จะมีส่วนร่วมสำหรับในการบำบัดความทุกข์ยากของประชากรแล้วไสร้ ก็จะต้องนับว่าการเป็นประธานของประเทศไม่ประสบผลสำเร็จ รวมทั้งคงจะไม่สามารถที่จะผูกใจสร้างความภักดีให้เกิดขึ้นแก่ประชากร กระแสรับสั่งตอนหนึ่งของ “สมเด็จพระบรม ราชแม่พันปีหลวง” เนื่องในช่องทางวันฉลองครบรอบวันพระราชสมภพ พุทธศักราช2526 สะท้อนได้อย่างดีเยี่ยมถึงเหตุผลที่ทำให้ “พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9” จำเป็นต้องทรงงานบากบั่นอย่างมาก เพื่อช่วยประชากรให้พ้นจากความทุกข์ร้อน “…พูดว่าพวกเราจะต้องทดแทนความรักของพสกนิกรด้วยพฤติกรรมมากยิ่งกว่าคำบอกเล่า ทำทุกๆสิ่งทุกๆอย่างที่จะบำบัดทุกข์ของเขา เนื่องจากว่าเขาเป็นหลักพึ่ง ของพระราชาตลอดระยะเวลา…ก็เลยวินิจฉัยใจว่าการที่จะเสด็จฯไปไหนๆแล้วแจกผ้าที่มีไว้เพื่อห่มแจกเสื้อผ้าเป็นการกลบห้วงสมุทร ยังไงก็ช่วยไม่ได้หมด ทางที่ดีบอกว่าจำต้องลงไปเสวนากับเขา เรียกว่าถามไถ่ถึงความทุกข์ใจของเขาว่าอยู่ไหน…เมื่อเริ่มตั้งใจแบบนั้น ก็เริ่มทรง ศึกษาเล่าเรียนแผนที่ ซึ่งกรมแผนที่รวมทั้งกรมชลประทานช่วยเหลืออยู่เสมอเวลา ได้รัฐบาลที่รอช่วยเหลือ ช่วยเหลือเกื้อกูลท่านตลอดระยะเวลา เพื่อจะได้ทรงทดแทนบุญคุณณสามัญชนได้อย่างเต็มเปี่ยม…” แล้วก็นี่เองก็เลยเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการเสด็จฯย่ำพระบาทไปทั่วอีกทั้งแผ่นดิน เพื่อทรงยอมรับฟังทุกข์ของสามัญชน จากคำให้การของพสกนิกรถึงหน้าบ้านของราษฎร เคยมีการบันทึกไว้ว่า ในแต่ละปีเสด็จออกปฏิบัติพระราชกรณียกิจราว 500-600 ครั้ง รวมเป็นระยะทางโดยประมาณ 25,000-30,000 กิโล ไม่มีที่แห่งไหนในโลกที่กษัตริย์จะออกไปแล้วพสกนิกรมานั่งเล่าถึงความทุกข์ทรมาน แล้วพากันไปดูจนกระทั่งข้างหลังบ้าน สำหรับการเสด็จยอดเยี่ยมประชาชนนั้น “พระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 9” จะทรงกันเองเป็นอย่างมากกับคนภายในพื้นที่ ทรงแทนท่านเองว่า “ฉัน” จะทรงพอเพียงใจมากมายแม้ได้ทรงฟังข้อมูลที่ได้รับมาจากปากของพลเมืองเอง บรรดาผู้ปฏิบัติตามเสด็จต่างรู้ว่าจะโปรดมากมายถ้าหากทรงเจอประชาชนที่ทราบข้อมูลในหมู่บ้านดี บางเวลาประทับกับพื้น ทรงไถ่ถามเสวนากับเขาได้เป็นระยะเวลานานๆทรงมีแนวทางกำจัดความขี้อายของพลเมืองด้วยการทรงเชิญคุยเรื่องปกติก่อน จนกระทั่งเมื่อกำเนิดความไม่กังวลใจแล้ว แล้วก็ค่อยๆขยับไปถามหาวิธีการทำมาหารับประทาน การดำรงชีวิต จนกระทั่งปัญหาทุกข์เข็ญของเขา ถึงแม้เขาจะตอบถูกบ้างไม่ถูกบ้างก็ไม่โปรดให้เจ้าหน้าที่รัฐสอดแทรก หรือทดแทนพลเมือง อีกหนึ่งภาพคุ้นหน้าเป็น ภาพของพระราชาที่ทรงพกแผนที่ไปด้วยทุกแห่งหน “พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9” ทรงต่อแผนที่ด้วยท่านเองในที่ทำการส่วนพระองค์ แผนที่ที่ทรงใช้มีขนาดใหญ่กว่า 53 เซนติเมตร×55 เซนติเมตร ซึ่งเป็นขนาดคร่าวๆของแผนที่ 1 ต่อ 50,000 ที่ทำโดยกรมแผนที่ทหาร ธรรมดาแผ่นหนึ่งจะครอบคลุมพื้นที่ 700 ตารางกิโลเมตร แม้กระนั้นพื้นที่เสด็จฯมักกว้างกว่านั้นมาก พระความสามารถสามารถในด้านแผนที่มาจากประสบการณ์การใช้แผนที่มายาวนาน ทรงเริ่มใช้ตั้งแต่เสด็จเลิศพลเมืองทางภาคอีสาน ในปี 2498 มาจนถึงตลอดรัชกาล “สมเด็จพระน้องธิราชเจ้า กรมพระยาพระเทวดารัตนราชบุตรสาวฯ ประเทศไทยบรมราชธิดา” ทรงเล่าในรายการวิทยุ “พูดจาประสาช่าง” ทางสถานีวิทยุจุฬาฯว่า “ที่ทำการของท่านเป็น ห้องกว้างๆไม่มีเก้าอี้ มีแต่ว่าพื้น แล้วท่านก้มอยู่กับพื้นเอากาวติดแผนที่เข้าด้วยกัน แล้วหัวกระดาษต่างๆท่านก็เบาๆตัดแล้วเรียงติดเป็นหัวแผนที่ใหม่ เพื่อได้รับรู้ว่าแผนที่นั้นเป็นแผนที่ใหม่อันใหญ่ของท่าน ท่านทำมาจากแผนที่ระวางไหนบ้าง การปะแผนที่เข้าด้วยกัน ท่านทำอย่างละเอียดลออ แล้วนับว่าเป็นงานที่คนไหนกันแน่จะมาแตะช่วยเหลือมิได้อย่างยิ่งจริงๆ พระราชทานเหตุผลว่า งานช่างเป็นงานที่เพิ่มเติมกันระหว่างสมองกับมือ ด้วยเหตุผลดังกล่าวจำเป็นต้องทำเองขีดเอง ลูบมันไปแล้ว มันจะได้จากมือที่ลูบ จากตาที่มอง ย้อนกลับมาที่สมอง ทำให้คิดอะไรขึ้นมาได้” ในขณะที่ชาวเมืองเทวดาฯกำลังทนทุกข์ทรมานหนักกับภาวะน้ำหลาก น้อยคนนักจะทราบดีว่า “พระเจ้าแผ่นดิน รัชกาลที่ 9” ทรงอุตสาหะหาวิถีทางบรรเทาความทุกข์ให้พวกเขาอยู่อย่างเงียบๆในหนังสือ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับการพัฒนาจ.กรุงเทพฯ ตามแผนการสาเหตุจากความคิด” พิมพ์โดยจ.กรุงเทพฯ นำเสนอเรื่องราวหนึ่งในความจำว่า ขณะรถยนต์พระที่นั่งแล่นออกมาจากพระตำหนักจิตรลดาฯราวบ่ายสองนาฬิกา สู่ถนนหนทางศรีอยุธยา เลี้ยวขวาเข้าถนนหนทางเพชรบุรี มุ่งสู่ถนนหนทางบางนา-จังหวัดตราด ไม่มีกำหนดการ ไม่มีการปิดถนนหนทาง แม้กระทั้งตำรวจท้องที่ก็ไม่รู้จักล่วงหน้า รถยนต์พระที่นั่งชะลอเป็นช่วงๆเพื่อทรงตรวจทานระดับน้ำ จนถึงเมื่อถึงคอสะพานสร้างใหม่ที่ลำคลองลาดกระบัง ก็เลยเสด็จลงจากรถยนต์เพื่อทรงปรึกษาหารือกับข้าราชการ ทรงฉายภาพด้วยท่านเอง ทรงกางแผนที่ชมจุดต่างๆจนกระทั่งเวลาเกินกว่าบ่ายสี่นาฬิกา รถยนต์พระที่นั่งแล่นกลับ เมื่อถึงสะพานลำคลองหนองบอน รถยนต์พระที่นั่งหยุดเพื่อทรงฉายภาพ แล้วก็ทรงเล่าเรียนแผนที่ร่องน้ำต่างๆอีกรอบ ปรากฏว่าราษฎรรู้ข่าวสาร “พระเจ้าอยู่หัวมาดูอุทกภัย” ก็เลยพากันมาดูพระบารมีนับร้อยๆคน จนถึงทำให้การจราจรบนสะพานมีการขัดข้อง ท่านจำต้องทรงช่วยโบกพระมือให้รถยนต์ขบวนเสด็จผ่านไปจนถึงเป็นที่เป็นระเบียบด้วยท่านเอง ในปีมหามงคลทรงครองบัลลังก์ครบ 25 ปี เมื่อปี 2514 รัฐบาลเวลานี้ได้เข้าเฝ้าฯกราบบังคมทูลถึงพิธีรัชดาภิเษก และก็การจัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์มอบ กระนั้น ทรงขอให้รัฐบาลเปลี่ยนแปลงจากการผลิตอนุสาวรีย์เป็นถนนหนทางวงแหวน เพื่อทุเลาปัญหาเกี่ยวกับการจราจร อันเป็นสาเหตุของการผลิต “ถนนหนทางรัชดาภิเษก” มีพระราชกระแสรับสั่งเล่าถึงหัวข้อนี้ในวันฉลองครบรอบวันพระราชสมภพในศาลาดุสิดาลัย พระ ราชวังดุสิต ตอนวันที่ 4 เดือนธันวาคม2536 ว่า “…ทางรัฐบาลขอให้มีการสังสรรค์หน่อย ถามคำถามว่าสังสรรค์อะไร ท่านจอมพลประภาสก็พูดว่าจะสร้างอนุสาวรีย์ ตรงไหนไม่เคยรู้จำไม่ได้ เลยกล่าวว่าขอเถอะอนุสาวรีย์อย่าพึ่งจะสร้าง สร้างถนนดีมากยิ่งกว่า สร้างถนนเรียกว่าวงแหวน เพราะเหตุว่ามันเป็นความฝันมาตั้งนานแล้ว แทบ 40 ปี ต้องการสร้างถนนวงแหวน” ตลอดระยะเวลา 7 ทศวรรษที่การครองราชย์ ทรงวางท่านเป็นกลางทางด้านการเมือง กระทั่งเป็นที่ยกย่องสูงสุดของพสกนิกรคนประเทศไทย เทียบไปและก็ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนอย่างแท้จริง หนึ่งในหน้าที่สำคัญเป็น การผลิตความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของคนภายในชาติ ทุกคราวยามที่บ้านเรือนกำเนิดวิกฤติการณ์ และไม่มีใครสามารถแก้ไขได้แล้ว พลเมืองทุกคนมุ่งหวังว่า “พระเจ้าอยู่หัวของพวกเรา” จะทรงใช้พระบารมีทำให้บ้านเรือนคืนสู่ความสงบได้ ซึ่งไม่มีในหลวงของเมืองใดจะเปี่ยมล้นด้วยพระบารมีเท่าท่าน การผลิตความเป็นอันหนึ่งอันเดียวให้เกิดขึ้นในสังคมนั้น ส่วนสำคัญยิ่งเป็น ความชอบธรรมที่ประชาชนควรได้รับอย่างทัดเทียมกัน ซึ่ง “พระเจ้าแผ่นดินของพวกเรา” ทรงมีหน้าที่สำหรับเพื่อการพระราชทานความชอบธรรมแก่พลเมืองตลอดมา ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษของการครองราชย์ ทรงครอบครองใจคนประเทศไทยทั้งประเทศ เพราะเหตุว่าไม่เคยอยู่ห่างจากราษฎรของท่าน ทรงร่วมทุกข์ร่วมสุขกับพลเมืองคนไทยตลอดมา ทั้งยังทรงใช้ความอาจหาญสำหรับในการนำพาประเทศให้ปลอดภัย สมตามที่ทรงเป็นกษัตริย์ผู้มีอิทธิพลของสามัญชน ธ สถิตกึ่งกลางจิตใจราษฎร์ชั่วฟ้าดินสลาย. กลุ่มข่าวสารหนังสือพิมพ์ไทยเมือง